ความเป็นมา กสทช.
ภารกิจการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (Universal Service Obligation : USO) ความเป็นมาของการจัดให้มี บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม : USO)
การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงในบริบทของประเทศไทย ถูกกำหนดขึ้นภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 27 (12) และมาตรา 50 ประกอบพระราชบัญญัติโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 17 ซึ่งกำหนดให้ กสทช. มีหน้าที่ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง ครอบคลุมทั้งในมิติเชิงพื้นที่และมิติเชิงสังคม
ภารกิจ USO (Universal Services Obligation) หรือการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม มีหลักการสำคัญในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม ครอบคลุมทั้งในมิติเชิงพื้นที่ และมิติเชิงสังคม
ด้วยเหตุผลที่ว่า การลงทุนในตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน ผู้ประกอบการมักจะเลือกลงทุนในพื้นที่ที่มีผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่าเป็นสำคัญ ส่งผลให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมักจะกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง จึงเป็นผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมเช่นเดียวกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเมือง
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดกลไกบางอย่างเข้าแทรกแซง เพื่อให้เกิดการลงทุนในการจัดให้มีบริการในพื้นที่ที่ขาดแคลน โดยไม่กระทบต่อสภาพแวดล้อมการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม
นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงประเด็นการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมในมิติเชิงพื้นที่ นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาโดยการอุดหนุนค่าใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการขยายโครงข่ายในพื้นที่ที่ขาดแคลนแล้วนั้น ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมยังเกิดขึ้นในมิติเชิงสังคมอีกด้วย ทั้งนี้ ล้วนเป็นข้อจำกัดในเชิงปัจเจก เช่น กลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้มีรายได้น้อย และ ผู้ที่ขาดทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม (Digital Divide) ใน 3 ด้านสำคัญ ดังนี้
- การสร้างการครอบคลุมโครงข่ายอย่างทั่วถึง (Availability)
- การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโทรคมนาคมเพื่อกลุ่มคนที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะการใช้งาน ICT (Accessibility)
- การจัดให้มีบริการเพื่อให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงบริการโทรคมนาคมได้อย่างเท่าเทียม (Affordability)
คำจำกัดความของบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน
“บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน” หมายความว่า บริการโทรศัพท์และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยไม่จำกัดประเภทของเทคโนโลยี และลักษณะการใช้งาน รวมถึงอุปกรณ์ปลายทาง ซอฟต์แวร์ หรือส่วนประกอบอื่นๆ ตามความจำเป็น ตลอดจนจัดให้มีการส่งเสริมและเพิ่มทักษะความรู้อันเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ให้สามารถเข้าถึงการใช้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ผลการดำเนินการจัดให้มีบริการ USO
ประเทศไทย ได้เริ่มดำเนินการจัดให้มีบริการ USO ที่สอดคล้องตามหลักสากล นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา ซึ่งสามารถแบ่งเป้าหมายการดำเนินการจนถึงปัจจุบันได้เป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 : พ.ศ. 2548 - 2552
มุ่งเน้นการขยายการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมทางเสียงเป็นสำคัญ โดยกำหนดให้มีการติดตั้งโทรศัพท์สาธารณะประจำหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกลซึ่งไม่มีบริการใดๆ เข้าถึง จำนวน 6,000 เลขหมาย, ติดตั้งโทรศัพท์ประจำที่ ณ สถานีอนามัย จำนวน 4,000 เลขหมาย, ในเขตชุมชนผู้มีรายได้น้อย จำนวน 2,600 เลขหมายทั่วประเทศ รวมถึงการจัดให้มีบริการโทรศัพท์สาธารณะภาษามือ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการกว่า 5,000 เลขหมายทั่วประเทศ
ระยะที่ 2 : พ.ศ. 2553 – 2554
ยกระดับการให้บริการที่มุ่งเน้นให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมและบริการอินเทอร์เน็ตแบบสาธารณะมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้งานโทรคมนาคมของประชาชน ที่เริ่มยกระดับไปสู่การเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศบนโครงข่ายโทรคมนาคมมากขึ้น โดยได้มีการดำเนินการ ดังนี้
- ติดตั้งศูนย์อินเทอร์เน็ตประจำโรงเรียน ในพื้นที่ห่างไกล จำนวน 520 แห่งทั่วประเทศ
- ติดตั้งศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชน ในพื้นที่ห่างไกล จำนวน 379 แห่งทั่วประเทศ
- ติดตั้งศูนย์อินเทอร์เน็ตเพื่อสังคม ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้พิการ อีกกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ
ระยะที่ 3 : พ.ศ. 2555 – 2559
จากการดำเนินการจัดให้มีบริการ USO ทั้ง 2 ระยะที่ผ่านมา ประกอบกับการผลักดันนโยบายและกติกาที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมบนพื้นฐานของการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ทำให้ภาพรวมของตลาดโทรคมนาคมไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันอัตราค่าบริการที่ลดลงก็เปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
1. ประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการโทรศัพท์ส่วนบุคคล โดยจัดให้มีบริการโทรศัพท์สาธารณะจำนวน 1-2 เลขหมายต่อหมู่บ้าน ในพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์และไม่มีบริการ
2. ประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดย:
- จัดให้มีบริการศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชน อินเทอร์เน็ตในสถานศึกษา และในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
- จัดให้มีศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแก่กลุ่มเป้าหมายทางสังคม ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย คนพิการ เด็ก คนชรา และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ไม่น้อยกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ
- จัดให้มีระบบการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมเฉพาะทางสำหรับผู้พิการ จำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 คน
- ส่งเสริมสนับสนุนการเพิ่มทักษะความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายทางสังคม ไม่น้อยกว่า 500,000 คน
- ศึกษาและวิเคราะห์แนวทางจัดให้มีบริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉิน
ผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ USO
ผลของการดำเนินการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ภายใต้แผนการจัดให้มีบริการ USO พ.ศ. 2555 – 2559 สามารถสรุปภาพรวมได้ดังนี้
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
ภายใต้แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เข้าถึงทุกหมู่บ้าน
โดยสำนักงาน กสทช. ได้ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) พิจารณากำหนดและจัดแบ่งพื้นที่เป้าหมายรับผิดชอบดำเนินการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เข้าถึงทุกหมู่บ้าน ตามนโยบายของรัฐบาล
ครอบคลุมจำนวน 44,352 หมู่บ้านทั่วประเทศ โดยแบ่งความรับผิดชอบดังนี้:
- กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับผิดชอบดำเนินการ 24,700 หมู่บ้าน
- สำนักงาน กสทช. รับผิดชอบดำเนินการ 19,652 หมู่บ้าน
โดยกำหนดอัตราความเร็วในการเชื่อมต่อไม่น้อยกว่า 30/10 Mbps ทั้งระบบสายเคเบิ้ล (Fiber to the x: FTTx) และไร้สาย (Satellite)
พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), โรงเรียนกองทุนเพื่อการศึกษา และมูลนิธิโครงการหลวง
